The Dhandho Investor – นักลงทุนดันโด – Guulike

The Dhandho Investor – นักลงทุนดันโด (2007)

Finance, Investment |
เรทติ้ง:
8/10
8
thai-stock-vi-book10

เกี่ยวกับเรื่อง

เรื่องย่อ

พบกับกลยุทธ์การลงทุนแบบมีความเสี่ยงต่ำแต่ให้ผลตอบแทนสูงในแบบฉบับของ “โมห์นิช พาไบร” นักลงทุนแบบเน้นคุณค่ารุ่นใหม่ที่กำลังได้รับการจับตามองอย่างมาก เขาบริหาร Pabrai Investment Funds และสร้างผลตอบแทนทบต้นต่อได้สูงกว่า 28 เปอร์เซ็นต์ หลังหักค่าธรรมเนียมต่างๆ ออกหมดแล้ว เนื้อหาในเล่มเต็มไปด้วยประสบการณ์การลงทุนของเขา พร้อมตัวอย่างอันหลากหลายในการวิเคราะห์หุ้นที่เกิดขึ้นจริง ที่จะทำให้คุณได้เรียนรู้หลักคิดและกระบวนการตัดสินใจลงทุนของพาไบร พร้อมเส้นทางลัดอันหลากหลายจากประสบการณ์ตรงของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ หากคุณยังไม่มีกลยุทธ์การลงทุน ซึ่งเป็นเสมือนอาวุธอันทรงพลัง คุณไม่ควรพลาด “

อ่านเรื่องนี้ได้จาก

Se-ed book

Wisdom Work Press

Amazon

Reviews ( 1 )

  • mr.gr 14 / 07 / 2017 Reply

    หนังสือชื่อแปลกเล่มนี้ เป็นหนึ่งในหนังสือที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดเล่มหนึ่งในหมู่นักลงทุนเน้นคุณค่า (VI)
    ผู้เขียนคือ โมห์นิช พาไบร ผู้จัดการกองทุนชื่อ Pabrai Investment Funds ซึ่งเขาสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 28%
    และเขายังเป็นมี วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นไอดอล ซึ่งเขาถึงขนาดพูดว่า ถ้าไม่มีคนที่ชื่อ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็คงไม่มี โมห์นิช พาไบร ในปัจจุบัน
    โดยสรุปแล้วหนังสือเล่มนี้จะพูดถึงหลักการลงทุนสไตล์ ‘ดันโด’ ทั้งหมด 9 ข้อ
    ตอนนี้หลายคนคงจะสงสัยว่า ‘ดันโด’ แปลว่าอะไร? ดันโด คือคำในภาษากุจาราตี แปลว่า ‘ความพยายามสร้างความมั่งคั่ง’

    ช่วงต้นของหนังสิอได้ยกตัวอย่างวิถี ดันโด ผ่านชีวิตของหลายๆบุคคล โดยผมจะพูดถึงเพียง 1 คน ที่คิดว่าชัดเจน และเข้าใจง่ายที่สุด

    เลือดดันโด ของ ชาวพาเทล
    ชาวพาเทล ที่รู้จักกันดีว่าเป็นเป็นกลุ่มคนที่มีความเป็นผู้ประกอบสูงมากในอเมริกา ดูได้จากการการที่ Motel กว่าครึ่งในอเมริกาเป็นของชาวพาเทล
    ชาวพาเทลมีถิ่นฐานเดิมคือเมือง กุจราช ประเทศอินเดีย แต่ด้วยความยากจนและภัยสงคราม
    ทำให้ขาวพาเทลต้องอพยพจากบ้านเกิดเมืองนอนไปยังประเทศยูกันดา แต่สุดท้ายก็ยังถูกขับไล่อีกด้วยเหตุทางการเมือง
    หนึ่งในหมู่ชาวพาเทล ชื่อ ปาปา พาเทล ตัดสินใจย้ายไปอเมริกาพร้อมครอบครัวพร้อมทรัพย์สมบัติติดตัวประมาณ $2,000-3,000
    โดยช่วงเวลาดังกล่าว มีการคว่ำบาตรการค้าน้ำมันกับชาติอาหรับ และนโยบายเศรษฐกิจอันผิดพลาดของอเมริกา
    ทำให้ Motel (ที่พักสำหรับนักขับมอเตอร์ไซค์) ถูกเทขายในราคาถูก ปาปา พาเทลเห็นว่านี่เป็นโอกาส
    จึงตัดสินใจซื้อ Motel 20 ห้อง ในราคาเพียง $50,000 โดยใช้เงินดาวน์ $5,000 และกู้อีก 90% จากธนาคาร
    ซึ่งเขาใช้ Motel เป็นสินทรัพย์ค้ำประกันกับธนาคาร หลังจากได้เป็นเจ้าของแล้ว เขาและครอบครัวตัดสินใจย้ายเขาไปอยู่ใน Motel
    เพื่อประหยัดการเช่าบ้าน และตัดสินใจไม่จ้างพนักงานดูแล Motel และเขาและครอบครัวช่วยกันดูแล Motel เองทั้งหมด
    มากไปกว่านั้น เขาและครอบครัวเป็นมังสวิรัติ จึงมักจะทำอาหารกินกันเองในครอบครัว ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ทำให้ครอบครัวของ
    ปาปา พาเทล มีค่าครองชีพที่ต่ำมาก และจากการที่เขาไม่จ้างพนักงาน ทำให้เขาประหยัดรายจ่ายไปได้มาก เมื่อเทียบกับ Motel ที่อื่น
    เมื่อต้นทุนถูกลง เขาก็สามารถตั้งราคาค่ำกว่า และส่งผลทำให้อัตราการเข้าพักสูงขึ้น ถึงแม้จะอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ
    เมื่อคิดเป็นต่อปีแล้ว Motel ของเขาสามารถให้ผลตอบแทนได้ถึง $20,000 เมื่อพิจารณาดูแล้ว หากเขาสามารถรักษาระดับรายได้นี้ได้
    เขาจะสามารถจ่ายคืนเงินกู้ธนาคารภายในระยะเวลาเพียง 3 ปีเท่านั้น

    หากคำนวณถึงความเป็นไปได้ใน 10 ข้างหน้าแบบอนุรักษ์นิยม สามารถแบ่งเป็น 3 กรณี ดังนี้
    1. กรณีที่ดีที่สุด (รายได้ และอัตราการเข้าพักมั่นคง) = 80%
    2. กรณีที่ไม่ดีนัก (เริ่มรับรู้กำไรในปี 5) = 10%
    3. กรณีที่แย่สุดๆ อัตราการเข้าพักน้อยลง จนไม่มีเงินจ่ายดอกเบี้ยธนาคาร และถูกยึดในที่สุด = 10%

    กรณีที่ 1 ให้ผลตอบแทน 21 เท่า คิดเป็น 50% ต่อปี
    กรณีที่ 2 ให้ผลตอบแทน 7 เท่า คิดเป็น 40% ต่อปี

    เราจะสังเกตเห็นว่า ผลตอบแทนสูงเสียดฟ้า แต่มีความเสี่ยงต่ำติดดิน
    และนี่เป็นที่มาของนิยามที่ว่า ‘ออกหัว ผมได้เงิน ออกก้อย ผมเสียเงินนิดหน่อย’
    วิถีดันโดหักล้างแนวคิดที่ว่า ผลตอบแทนก็จะสูงขึ้น หากมีความเสี่ยงมากขึ้น
    โดยการเสนอหลักการลงทุนด้วยความเสี่ยงที่จำกัด แต่ผลตอบแทนมหาศาล

    ถึงตรงนี้หลายคนคงพอจะเห็นภาพของความเป็นดันโดการบ้างแล้ว
    ต่อไปผมจะพูดถึงหลักการลงทุนสไตย์ดันโดทั้ง 9 ข้อ

    1. ลงทุนในธุรกิจซึ่งมีการดำเนินงานอยู่แล้ว
    การเลือกลงทุนในธุรกิจที่มีการดำเนินการมาอย่างยาวนาน จะช่วยทำให้เราวิเคราะาห์ปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อมูลค่าของบริษัทนั้นๆได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
    ทำให้ความเสี่ยงลดน้อยลง การลงทุนในหุ้นก็ถือเป็นการลงทุนที่ตรงกับหลักการในข้อแรกนี้
    ซึ่งในหนังสือได้อธิบายต่อว่าการซื้อหุ้นดีกว่าการซื้อทั้งบริษัทอยู่ 6 ข้อ ดังนี้
    1.1 คุณไม่ต้องลงมือลงแรงในการบริหารธุรกิจ
    1.2 คุณจะได้รับผลตอบแทนตามสัดส่วนความเป็นเจ้าของ
    1.3 โอกาสลงทุนในบริษัทที่อยู่ในภาวะยากลำบากมีมากขึ้น หากเทียบกับการลงทุนโดยตรงที่ตัวเลือกจะน้อยกว่ามาก
    1.4 การไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก คุณสามารถซื้อหุ้นได้เท่าที่จำนวนเงินทุนที่คุณมี
    1.5 คุณมีตัวเลือกมากมายให้เลือกลงทุน เพียงเปิดไม่กี่บัญชี คุณก็สามารถเลือกลงทุนได้ทั่วโลก
    1.6 ต้นทุนในการลงทุนต่ำมาก เมื่อเทียบกับการลงทุนรูปแบบอื่นๆ

    2. ลงทุนในธุรกิจที่เรียบง่าย
    การลงทุนในธุรกิจที่มีโครงสร้างของรายได้และรายจ่ายเข้าใจจ่าย ส่งผลต่อให้เราสามารถหามูลค่าที่แท้จริงได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น
    และเมื่อเรารู้มูลค่าที่แท้จริงแล้ว เราก็สามารถรู้ได้ว่าควรลงทุนในหุ้นตัวไหน จากการเปรียบเทียบกับราคาตลาดในปัจจุบัน
    การลงทุนในธุรกิจที่เรียบง่ายยังช่วยให้เราตีกรอบปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นได้ง่ายขึ้น ช่วยให้การวิเคราะห์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    3. ลงทุนในธุรกิจที่มีปัญหาในอุตสาหกรรม
    ทฤษฏีตลาดมีประสิทธิภาพ บอกว่าข้อมูลทั้งหมดที่เปิดเผยแล้วของหุ้นตัวหนึ่งๆได้สะท้อนอยู่ในราคาหุ้นแล้ว ซิ่งเหล่านักวิเคราะห์ใน Wall Street
    เชื่อในหลักการที่ว่านี้อยู่บ่อยครั้ง และคิดว่าการหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นเป็นการเสียเวลา ขณะเดียวกัน วอร์เรน บัฟเฟตต์ ไม่เห็นด้วยการหลักการนี้
    แล้วครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวว่า ‘ผมคงต้องไปถือกระป๋องขอทานข้างถนน ถ้าตลาดมีประสิทธิภาพตลอดเวลา’
    วอร์เรนเชื่อว่าตลาดมีประสิทธิภาพในเวลาส่วนใหญ่ แต่ ‘ไม่ใช่’ ตลอดเวลา เพราะราคาซื้อขายเกิดจากมนุษย์เป็นผู้เสนอราคา อารมณ์ของมนุษย์มีทั้งกลัวสุดขีดและโลภสุดขั้ว
    ทำให้ราคาหุ้นสามารถต่ำกว่าหรือสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากในบางเวลา โดยส่วนตัวผมมองว่าระดับความกลัวและความโลภจะมีมากในนักลงทุนรายย่อย
    เมื่อตลาดใดที่มีนักลงทุนรายย่อยมาก การเปลี่ยนแปลงตามสภาวะอารมณ์ก็จะมากตามไปด้วย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงเห็นหุ้นใน SET Index สามารถ floor ได้ในวันเดียว
    และวันต่อมาอาจทำ Ceiling ก็ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดันโดบอกเราในหลักการข้อ 3 นี้สามารถเปรียบได้กับการซื้อตั๋วหนังในโรงหนังที่กำลังไฟไหม้ โดยเมื่อคนที่ซื้อตั๋วเข้าไปดูก่อนหน้า
    เห็นว่าไฟกำลังไหม้ ก็จะพยายามออกมาโดยขายตั๋วให้คนนอกเข้ามาแทน โดยจะขายในทุกราคา เพื่อเอาตัวรอด ดันโดให้เราซื้อตั๋วที่เรารู้ว่าโรงหนังไม่ได้ไฟไหม้ หรืออาจเป็นเพียงเพลิงที่กำลังมอด
    เราก็จะได้เข้าไปดูหนังในราคาแสนถูกและสนุกกับการดูหนังอย่างสบายใจ

    4. ลงทุนในธุรกิจที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันที่ยั่งยืน
    หลักการข้อนี้ได้ยกตัวอย่างร้านอาหาร Chipotle ซึ่งเป็นร้านที่มีลูกค้าเข้าแถวรอกันยาวเหยียดเลยทีเดียว ถ้าเทียบกับบ้านเรา ร้าน After You
    สามารถเป็นตัวอย่างที่ใกล้เคียง จุดเด่นของร้านที่ถูกยกมาพูดนี่คือ การที่เป็นที่ชื่นชมของลูกค้าเนื่องจาก วัตถุดิบสดสะอาด บรรยากาศดี อาหารอร่อย
    ทำให้ลูกค้าเต็มใจจ่ายมากกว่า และยอมเข้าแถวรอคิวเพื่อให้ได้กิน สิ่งนี้คือความได้เปรียบเชิงแข่งขันที่ยั่งยืน เพราะเพียง 13 ปี ร้าน Chipotle
    สามารถเปิดได้ถึง 500 สาขา โดยการเติบโตการเพิ่มขึ้นหลายเท่าเมื่อมีการขยายไปต่างประเทศในอนาคต วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยพูดถึงเรื่องนี้ว่า
    หากเปรียบบริษัทที่เขาจะลงทุนเป็นประสาท ประสาทนั้นต้องมีคูเมืองที่หนาแน่นและมั่นคงอยู่รอบประสาท ซึ่งคูเมืองที่ว่านี้ก็คือความได้เปรียบเชิงแข่งขันที่ยั่งยืนนั่นเอง
    ขอยกตัวอย่างกรณีการซื้อหุ้น Apple ของ บัฟเฟตต์ช่วงต้นปี 2017 ที่ผ่านมา โดยแกได้ให้สัมภาษณ์ว่า Apple มีความได้เปรียบเชิงการแข่งขันที่เรียกว่า
    “ความติดหนึบ” (stickiness) ซึ่งหมายถึงการที่ลูกค้าเลือกที่จะใช้แต่สินค้า Apple จนไม่อยากเปลี่ยนไปใช้แบรนด์อื่น และแกยังบอกอีกว่าถึงแม้สินค้า
    Apple จะอยู่ในหมวดเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสิ่งที่แกไม่เคยสนใจเลยในอดีต แต่แกยอมรับว่าทุกวันนี้สินค้า Apple ได้กลายเป็น ‘สินค้าอุปโภคบริโภค’ ไปแล้ว
    สิ่งนี้สามารถเปรียบได้กับคูเมืองที่หนาแน่นของประสาท Apple นั่นเอง

    5. เดิมพันน้อยอย่าง เดิมพันหนักๆ ไม่เดิมพันบ่อย
    ข้อนี้พูดถึงจำนวนเงินที่เราควรลงทุนเมื่อเห็นโอกาส โดยได้อ้างถึง Kelly Formula ซึ่งเท่ากับ Edge/Odds หรือ Fair Value/Max Value
    ขอยกตัวอย่างการใช้สูตร Kelly Formula ดังต่อไปนี้ มีโอกาสที่หุ้น A จะมีมูลค่า $21 ใน 3 ปี เท่ากับ 80%, $7.5 ใน 3 ปี เท่ากับ 10% และ $1 ใน 3 ปีเท่ากับ 10%
    พร้อมฉะนั้น Fair Value จะเท่ากับ [($21×0.8) + ($7.5×0.1) + ($1×0.1)] = $17.45 Max value ก็เท่ากับ $21 Kelly Formula
    แนะนำให้เราลงทุนในหุ้นตัวนี้คือ 83% ของเงินทุนทั้งหมด ($17.45/$21) ซึ่งถือว่าสูงมาก แต่เราอาจจะลงทุนในปริมาณที่น้อยกว่านี้ก็ได้เพื่อลดความเสี่ยง
    ครั้งหนึ่งในปี 1963 วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยใช้เงินถึง 40% ของ Buffett Partnerships เพื่อซื้อหุ้น American Express ในช่วงเวลาที่หุ้น AmEx
    ตกอย่างหนักจากเหตุการณ์ วิกฤษน้ำมันสลัด ทำไห้บริษัทประกาศขาดทุนในปีนั้น ซึ่งบัฟเฟตต์เห็นว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นฐานของบริษัท
    และเขาก็มั่นใจมากว่าบริษัทจะกลับมามีกำไรได้แน่นอน และเขาก็คิดไม่ผิดเมื่อดูจากหุ้น AmEx เพิ่มขึ้นมากว่าร้อยเท่าเมื่อเทียบกับราคาในปี 1963
    และที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือเขายังถือหุ้น AmEx มาจนถึงปัจจุบันและกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับหนึ่ง

    6. มองหาโอกาสทำอาร์บิทราจ
    หลักการลงทุนข้อนี้จะพูดถึงการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยงเลย หรือที่เรียกกันว่าการทำอาร์บิทราจ ซึ่งสามารถทำได้หลายกรณีเช่น
    6.1 การทำอาร์บิทราจสินค้าโภคภัณฑ์ (Traditional commodity arbitrage)
    6.2 การทำอาร์บิทราจหุ้นที่มีความเกี่ยวข้องกัน (Correlated stock arbitrage)
    6.3 การทำอาร์บิทราจการควบรวมกิจการ (Merger arbitrage)
    6.4 การทำอาร์บิทราจแบบดันโด
    โดยผมจะขอพูดถึงรูปแบบที่ 4 เนื่องจากมีความชัดเจน และเข้าใจง่ายมากที่สุด
    ตัวอย่างที่ 1 การเปิดร้านตัดผมในเมืองที่ไม่มีร้านตัดผมเลย ถือเป็นการทำอาร์บิทราจแบบดันโด แต่เมื่อเวลาผ่านไปคู่แข่งก็จะมากขึ้นและสุดท้ายอาร์บิทราจก็จะหายไป
    ตัวอย่างที่ 2 เป็นประสบการณ์การทำอาร์บิทราจของพี่ที่ผมรู้จัก เมื่อราว 3 ปีก่อนพี่เขาสังเกตเห็นว่า เดี่ยว ของพี่โน๊ต อุดม เป็นที่พูดถึงเยอะมาก
    และจากที่ดูในอดีตสองสามปีที่ผ่านมาบัตรก็ขายหมดตลอด พี่เขาเลยทำการซื้อบัตรไว้ล่วงหน้าจำนวนหนึ่ง และนำไปประกาศขายเมื่อใกล้วันทำการแสดง
    ซึ่งมีคนจำนวนมากพร้อมจ่ายในราคามากกว่าเท่าตัวจากราคาปกติ แต่ในปัจจุบันไม่สามารถทำได้แล้วเนื่องจากต้องมีการแสดงชื่อบนบัตรคอนเสิร์ต ทำให้ไม่สามารถซื้อขายกันได้แล้ว

    7. มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยเสมอ (Margin of safety)
    ส่วนเพื่อความปลอดภัยถือการที่ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ซึ่งยิ่งราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงเท่าไหร่ ความปลอดภัยในการลงทุนก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้น
    คำถามตอนนี้คือ เราจะรู้มูลค่าที่แท้จริงได้อย่างไร วิธีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดวิธีหนึ่ง คือ วิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF Model)
    ซึ่งหลายคนเชื่อว่าบัฟเฟตต์ชอบใช้วิธีนี้ในการหามูลค่าที่แท้จริงเช่นเดียวกัน โดยวิธีนี้เราสามารถเรียนจากศาสตราจารย์ด้านการเงินระดับโลกอย่าง
    Aswath Damodaran จาก NYU Stern ผ่านทาง Youtube ได้แบบฟรีๆ
    (https://www.youtube.com/watch?v=znmQ7oMiQrM&list=PLUkh9m2BorqnKWu0g5ZUps_CbQ-JGtbI9)

    8. ลงทุนในธุรกิจที่มีความเสี่ยงต้ำ แต่มีความไม่แน่นอนสูง
    หลายคนคงสงสัยว่าความไม่แน่นอนสูง จะมีความเสี่ยงต่ำได้ยังไง โดยผมจะอธิบายง่ายๆว่าความไม่แน่นอนสูงหมายถึงมีหลายเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตของบริษัท
    แต่เหตุการณ์ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ส่งผลดีต่อบริษัท ตัวอย่างเช่น บริษัท Stewart Entreprises มีหนี้ที่กำลังจะครบกำหนดชำระหนี้เป็นจำนวน $500 ล้าน
    โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่าบริษัทต้องประกาศล้มละลายแน่ เนื่องจากไม่อาจหาเงินจำนวนมากขนาดนั้นมาชำระหนี้ได้ แต่เมื่อเราวิเคราะห์รูปแบบธุรกิจของบริษัท Stewart
    อย่างละเอียดแล้วจะพบว่า บริษัทสามารถขายบริษัทลูกออกไปได้โดยง่าย และบริษัทยังมีสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่สามารถนำออกขายทอดตลาดได้
    ซึ่งมีรวมกับกระแสเงินสดอันแข็งแกร่งของบริษัทแล้ว จะทำให้บริษัทสามารถกู้เงินจากธนาคารได้เช่นเดียวกัน จากการวิเคราะห์นี้ ความเป็นไปได้ในอนาคตอาจเป็นดังนี้
    A บริษัทขายบริษัทลูกออกไปจำนวนหนึ่ง และนำเงินมาชำระหนี้ 40%
    B บริษัทขายสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่สร้างกระแสเงินสดให้บริษัทน้อยออกไป 30%
    C บริษัทสามารถกู้เงินจากธนาคารและทำการ refinance 20%
    D บริษัทประกาศล้มละลาย 10%
    จะเห็นว่าความเป็นไปได้ที่บริษัทจะล้มละลายมีเพียง 10% ขณะที่ความเป็นไปได้ในเหตุการณ์เชิงบวกกลับสูงถึง 90% แต่ราคาหุ้นของบริษัท
    Stewart กลับร่วงลงเรื่อยๆ การซื้อหุ้นในบริษัท Stewart เลยถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ความไม่แน่นอนสูง

    9. ลงทุนในพวกเลียนแบบ ไม่ใข่พวกสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
    หลักการข้อนี้จะช่วยให้เราลดความเสี่ยงได้มาก เนื่องจากธุรกิจที่ทำการเลียนแบบคือธุรกิจที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นที่ต้องการของตลาด มีลูกค้า
    และมีกำไร กรณีศึกษาอย่าง McDonald’s หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า McDonald เริ่มต้นในเมืองเบอร์นาดิโน รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยสองพี่น้องตระกูลแมคโดนัลด์
    เรย์ ครอค เห็นธุรกิจนี้แล้วชอบมาก เขาเลยขอซื้อสิทธิการใช้ชื่อและข้อมูลการดำเนินงานจากสองพี่น้อง แล้วก็นำไปต่อยอดขยายสาขาโดยแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย
    เราจะเห็นได้ว่าหาก เรย์ ครอค เลือกทำร้านอาหารเองโดยเริ่มจากการคิดสูตรอะไรเองทั้งหมด เราอาจจะไม่เห็น McDonald’s ในทุกมุมโลกอย่างทุกวันนี้ก็เป็นได้

    ศิลปะการขายหุ้น
    หลักการทั้งหมด 9 ข้อช่วยให้เรามีคุณภาพในการ ‘ซื้อ’ หุ้นดียิ่งขึ้น ซึ่งการซื้อถือเป็นเพียงครึ่งทางของการลงทุน การ ‘ขาย’ ก็ยังต้องใช้การตัดสินใจที่เป็นเหตุเป็นผลเช่นเดียวกัน
    อธิบายโดยสรุปคือเมื่อซื้อหุ้นแล้ว ควรถืออย่างน้อย 2-3 ปี เพื่อให้หุ้นสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง เมื่อหุ้นอยู่ในระดับ 90% ของมูลค่าที่แท้จริง ให้เริ่มทำการทะยอยขาย
    สิ่งที่สำคัญที่สุด และเป็นกฏเหล็กของ วอร์เรนบัฟเฟตต์คือ ‘อย่าขาดทุน’ ราคาหุ้นสามารถเปลี่ยนแปลงไปในชั่วพริบตา แต่การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจต้องใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี
    เพราะฉะนั้นเมื่อเราวิเคราะห์ทุกอย่างดีแล้ว ให้เราอดทนให้นานพอ ซึ่งการอดทนถือเป็นอีกหนึ่งกุจแจที่สำคัญมากๆต่อการประสบความสำเร็จในการลงทุนเน้นคุณค่า

    ขอให้พี่น้องชาวไทยประสบความสำเร็จในการลงทุน
    #ตี๋โหด

    Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *

    x